วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562

ประวัติของปลากระป๋อง

👅ประวัติของปลากระป๋อง👃

💀ประวัติศาสตร์ของปลากระป๋องจริงๆแล้ว ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ในปี พ.ศ. 2338 ในยุคสมัยของนโปเลียน ที่เขามักเจอปัญหาอาหารบูดเน่า เวลานำทหารออกไปรบในที่ไกลๆเป็นประจำนโปเลียนจึงได้ประกาศว่า “หากใครสามารคิดค้นวิธีเก็บรักษาอาหารได้เป็นเวลานาน สามารถพกพาเดินทางไกลได้ จะให้รางวัลเป็นจำนวน 2,000 ฟรังก์” หรือประมาณ 5.25 ล้านบาท เมื่อเทียบเป็นเงินไทยในปัจจุบัน ผ่านไป 15 ปี นาย นิโคลัส อัพเพิร์ต (Nicolas Appert) คนขายลูกกวาดชาวฝรั่งเศส ก็ได้คิดค้นวิธีถนอมอาหารโดยการนำอาหารสด พวกผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ มาบรรจุลงในเหยือกแก้วแล้วไปต้มในน้ำเดือด ซึ่งทำให้สามารถเก็บรักษาอาหารไว้ได้นานเป็นปีโดยไม่บูดได้เป็นครั้งแรก เขาจึงได้รับเงินรางวัลจากนโปเลียนและได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของอาหารกระป๋องของโลก (The Father of Canning)ต่อมา ในช่วงปี 2373 -2383 หลายๆประเทศ เช่น สกอตแลนด์ แคนาดา และ สหรัฐอเมริกา ก็ได้เริ่มพัฒนาต่อยอดนำปลาสดมาบรรจุลงในกระป๋องมาวางขาย เกิดการทำเป็นเชิงพาณิชย์ขึ้นครั้งแรก โดยได้ใช้ปลาแซลมอนในการผลิต💨
💢ภายหลัง คนเริ่มนิยมบริโภคปลากระป๋องกันมากขึ้น ดังนั้น เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ตอบสนองกับความต้องการ จึงได้มีการนำปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน หรือ ปลาแมกเคอเรล มาทำเป็นปลากระป๋องในซอสต่างๆ เช่น ซอสน้ำมันมะกอก น้ำเกลือ หรือ ซอสมะเขือเทศ ทดแทนในเวลาต่อมา💅
💣โดยเฉพาะปลาซาร์ดีนนั้น ถือว่าเป็นปลาที่ค่อนข้างเหมาะสมกับการทำปลากระป๋องมากที่สุด เนื่องมีขนาดลำตัวยาวพอเหมาะ ประมาณ 20 เซนติเมตร และมีจำนวนมากมายมหาศาล
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2523-2533 การทำประมงจับปลาซาร์ดีนในทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนมีปริมาณเกือบ 14 ล้านตันต่อปี จากเดิมในปี 2493 ที่อยู่แค่ราว 1.1 ล้านตันต่อปีเท่านั้น
ในปัจจุบันปริมาณการจับปลาซาร์ดีนได้ลดลงเหลืออยู่ราว3-4 ล้านตันต่อปี เนื่องจากมีกฎหมายควบคุมการทำประมงที่มากเกินความจำเป็น (Over Fishing)😍
ซึ่งจุดเริ่มต้นของปลาซาร์ดีน หรือ ปลาแมกเคอเรล ในซอสมะเขือเทศ ที่เราคุ้นเคยจริงๆแล้วนั้น ไม่มีหลักฐานหรือบันทึกที่ชัดเจน แต่คาดว่ากำเนิดขึ้นในประเทศสเปนและอิตาลี
โดยความแตกต่างระหว่างปลาทั้งสองชนิดนี้ ก็คือ ปลาซาร์ดีนจะเป็นกลุ่มปลาหลังเขียว มีรูปร่างเพรียวยาว ลำตัวกลม มีเกล็ดใหญ่และหยาบ มีกลิ่นทะเล เนื้อนิ่ม และรสชาติหวาน
ส่วนปลาแมกเคอเรลนั้น จริงๆแล้ว คือ ปลาทู (Short-Bodied Mackerel) ที่มีขนาดเล็กและไม่ได้ขนาด ผิวมีลักษณะเป็นเกล็ดละเอียดสีเงินมันวาว โดยจะมีเนื้อแน่นและมีความมันมากกว่าปลาซาร์ดีน😡
ปัจจุบัน ตลาดปลากระป๋องในซอสมะเขือเทศของประเทศไทยมีส่วนแบ่งการตลาด คือ ปลากระป๋องตราสามแม่ครัว 30-40% ปลากระป๋องโรซ่า 15% ซูเปอร์ซีเชฟ 10% และยี่ห้ออื่นๆ 35-45%💅
ปลากระป๋องสามแม่ครัวได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2516 โดยคุณ สุวัฒน์ อุดมบัณฑิตกุล พร้อมกับเพื่อนอีก 5 คน โดยที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำธุรกิจ หรือเงินทุนใดๆเลย ซึ่งคุณสุวัฒน์ได้ให้เหตุผลเอาไว้ว่า “ในตอนนั้นเขามีอาชีพทำงานเป็นลูกจ้าง ถ้าแก่ตัวไปจะต้องถูกเลิกจ้างอย่างแน่นอน เลยยอม “เสี่ยงตาย” ออกมาทำธุรกิจดีกว่า”💋
ซึ่งต่อมา สามแม่ครัวได้จดทะเบียนเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ปี 2517 ในชื่อ “บริษัท รอแยลฟู้ดส์ จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ก่อนจะมาเป็น 200 ล้านบาทในปัจจุบัน💑
ผ่านมา 44 ปี ปัจจุบันสามแม่ครัว ได้เติบโตกลายมาเป็นบริษัทปลากระป๋องเบอร์ 1 ของประเทศ มียอดขายมากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี ทำธุรกิจปลากระป๋องครบวงจร ตั้งแต่ ทำฟาร์มมะเขือเทศ ผลิตซอส ไปจนถึงโรงงานผลิตกระป๋อง🙏

ประวัติของโรตีสายไหม


👀ประวัติของโรตีสายไหม👄

    ☝ โรตีสายไหมเป็นขนมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นขนมของชาวไทยมุสลิมที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษคือ นายบังเปีย แสงอรุณ เป็นผู้นำเข้ามาในจังหวัดอยุธยา นายบังเปียเกิดในครอบครัวที่ประกอบอาชีพทางการเกษตร คือทำนา มีพี่น้อง 10 คน ชื่อจริงคือ นายซาเล็ม แสงอรุณ เกิดวันพุธ เดือน 12 ปี พ.ศ. 2489 ณ บ้านวงแหวน บางปะอิน คลอง 1 อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยฐานะที่ยากจน เด็กชายซาเล็มจึงตัดสินใจออกจากบ้าน เมื่ออายุได้ 11 ขวบ ไปรับจ้างทั่วไปตามต่างจังหวัด จนกระทั่งไปอาศัยอยู่กับอาที่อำเภอ สัตหีบ จังหวัดชลบุรี ช่วยทำขนมหวาน เช่น โรตีกรอบ โรตีใส่นม แล้วนำไปขายที่บริเวณวัดหลวงพ่ออี๋ ในแต่ละวันเมื่อขายขนมเสร็จแล้ว จะต้องกลับไปเคี่ยวน้ำตาล เพื่อนำไปหยอดที่แป้งกรอบ มีบางครั้งเคี่ยวน้ำตาลนานไปน้ำตาลจะแข็ง บังเปียจึงทดลองดึงน้ำตาลให้ยืดขึ้น เพื่อให้น้ำตาลอ่อนตัว หยอดที่โรตีกรอบได้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำโรตีสายไหม และฝึกหัดดึงน้ำตาลเคี่ยวให้เป็นเส้นไหมอยู่หลายปี จนมีความชำนาญ👍

 ในปี พ.ศ. 2506 อายุได้ 17 ปี ได้เดินทางกลับไปที่บ้านวงแหวน ฯ แล้วย้ายไปเช่าบ้านอยู่ที่ข้างสุเหร่าวัฒนา อำเภอพระนครศรีอยุธยา ทำโรตีสายไหมใส่กล่องไม้สะพาย ถีบจักรยานคู่ใจ เร่ขายไปทั่ว ในสมัยนั้นคนซื้อจะนำเหรียญสลึงมาหย่อนลงในช่องที่เจาะไว้ เข็มที่หน้าปัดซึ่งมีตัวเลขเขียนไว้จะหมุนไป เมื่อเข็มหยุดที่เลขใดก็จะได้จำนวนชิ้นเท่านั้น เป็นที่สนุกสนานของคนซื้อ บังเปียขายอยู่หลายปี กระทั่งในปี พ.ศ. 2520 ได้แต่งงานกับนางมั่น เป็นชาวโคราช มีบุตรชาย 3คน และผู้หญิง 2 คน จึงคิดที่จะสร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่นกว่าที่เป็นอยู่ ต่อมาได้ย้ายไป เช่าบ้านอยู่ในตัวเมืองอยุธยา ริมถนนอู่ทอง เส้นทางไปโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ช่วยกันทำโรตีสายไหมขายเป็นอาชีพของครอบครัว ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เป็นลำดับ ไม่ยากแค้นเช่นในวัยเด็ก